วันอังคารที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2552

โครงสร้างผิว




เมื่อเซลล์ผิวหนังมีการเปลี่ยนแปลงและเคลื่อนตัวออกมา ชั้นบนเรื่อยๆ ทำให้สามารถแบ่ง epidermis ออกเป็นชั้นต่างๆ โดยแต่ละชั้นก็จะมี keratinocytes ที่อยู่ใน ระยะต่างๆ ของการเปลี่ยนแปลง Epidermis จะแบ่งออกเป็น 4 หรือ 5 ชั้น ดังนี้



1. Basal Cell Layer or Stratum germinativum ( 1 Layer )

-ชั้นนี้จะอยู่ชั้นล่างสุด ติดกับ basement membrane
-ประกอบไปด้วยเซลล์ที่เรียงตัวกันชั้นเดียว ที่ชื่อว่า basal cells ซึ่งเป็น germinative cell ก่อให้เกิดการพัฒนาและการแบ่งตัวเพิ่มจำนวน ซึ่งระหว่างเซลล์ Basal ประมาณ 7 ตัว จะมีเซลล์ Melanocytes 1 ตัว
basal cell แบ่งตัวให้กำเนิด keratonocytes และเคลื่อนที่มาชั้นบน กลายเป็นชั้นที่มีชื่อเรียกว่า Stratum spinosum ต่อไป











2 Germinative Layer ( Prickle cell layer or Stratum spinosum ) ( 10-13 Layers )

-ประกอบไปด้วย keratinocyte ที่มีรูปร่างขนาดใหญ่ หลายเหลี่ยม คล้ายมีหนามยื่นออกมาจากผิวเซลล์ (spine) เซลล์ในชั้นนี้มีหนามแหลมยื่นออกจากตัวเซลล์ จึงเรียกเซลล์ในชั้นนี้ว่า prickle cell
-ชั้นนี้ได้ชื่อตามรูปร่าง ของเซลล์ มีการสร้าง organelles ชนิดใหม่ที่เรียกว่า lamella granules หรือ membrane-coating granules (MCG) กระจายอยู่ทั่วไป

3. Granular Layer or Stratum granulosum ( 2-3 Layers )

-ชั้นนี้ได้ชื่อตามลักษณะของเซลล์ คือ granular cells
-เป็นเซลล์ที่มีรูปร่างค่อนข้างแบน ภายใน cytoplasm บรรจุด้วย keratohyaline granules
ซึ่งประกอบไปด้วยโปรตีน
• Profilaggrin keratin filament
• Loricrin
ทั้ง filaggrine keratin filament และ cornefied cell envelope จะรวมเป็นโครงสร้างที่แข็งแรงของ keratin (ขี้ไคล)
-จะเห็นได้ว่า keratohyaline granules เป็นโครงสร้างที่มีความสำคัญ หากเกิดความผิดปกติขึ้น หรือ ว่าหายไป ก็จะทำให้เกิดโรคต่างๆ ในกลุ่มโรค ichthyosis
-เมื่อเซลล์เคลื่อนตัวและเปลี่ยนแปลงมาจนถึงตำแหน่งรอยต่อระหว่าง granular cell กับ corneocyte เซลล์ก็จะเปลี่ยนกลายเป็น corneocytes ในชั้น Stratum corneum


4. Cornifiled Layer ( Horny Layer or Stratum corneum) ( 10-20 Layers )

-ชั้นนี้ประกอบ ด้วยเซลล์ที่ชื่อว่า corneocyte ซึ่งเปลี่ยนมาจาก granular cell
-ภายใน cell ไม่มี organelles ชนิดใด ยกเว้น keratin ที่สมบูรณ์ แล้ว (mature keratin) เซลล์ ในชั้นนี้จะมีขนาดใหญ่ที่สุดใน epidermis
-เซลล์ในชั้นนี้มีหน้าที่ปกป้องผิวจากภยันตรายภายนอก (Mechanical protection), ป้องกันการสูญเสียน้ำไปจากผิวหนัง (Barrier to water loss) และเป็นด่านผ่านทางของยาหรือสารต่างๆ จากภายนอก
-ในชั้นนี้ Desmosome ซี่งเป็นตัวยึดระหว่างเซลล์จะเริ่มถูกทำลาย ทำให้แต่ละเซลล์แยกจากกันเริ่ม ขบวนการที่เรียกว่า Desquamation คือ การลอกหลุดของ corneocytes ออกไปเป็นขี้ไคล (keratin)
-ถ้าหาก ขบวนการ Desquamation ผิดปกติ ก็จะทำให้เกิดโรคในกลุ่ม ichthyosis


-ชั้น Stratum corneum นี้จะมีความหนาบางแตกต่างกันในแต่ละบริเวณของร่างกาย
• Thick skin คือ ผิวหนังที่มีชั้น epidermis หนา โดยเฉพาะstratum corneum พบบริเวณฝ่ามือฝ่าเท้า ซึ่ง thick skin นี้จะไม่มี ขน รูขุมขน และกล้ามเนื้อ Arrector pili muscles (ยึดอยู่ระหว่างต่อมขนและ papillary layer ของหนังแท้ ) แต่จะมีต่อมเหงื่อ eccrine sweat glands เป็นจำนวนมาก
• Thin skin คือ ผิวหนังที่มีชั้น epidermis บาง พบได้ทั่วร่างกาย ยกเว้น บริเวณฝ่ามือฝ่าเท้า ซึ่งผิวหนัง ชนิดนี้จะมี skin derivatives ทุกชนิด คือ รูขุมขน ต่อมไขมัน ต่อมเหงื่อ และต่อม Apocrine sweat gland

-Thick skin นั้น จะมีชั้น Stratum lucidum เพิ่มขึ้นมาอีก 1 ชั้น ซึ่งชั้นนี้ จะไม่พบใน Thin skin ทั่วๆ ไป


5. Stratum lucidum

-เป็นชั้นบางๆ แทรกอยู่ระหว่างชั้น granular cell layers และ stratum corneum พบเฉพาะบริเวณฝ่ามือฝ่าเท้าเท่านั้น (Thick skin)
-สาร glycolipid ที่อยู่ใน MCG ถูกปล่อยออกมาอยู่ระหว่างเซลล์มากกว่าบริเวณอื่น จึงเห็นเป็นชั้นนี้ขึ้น ซึ่งชั้นนี้จะไม่พบในผิวหนังบริเวณทั่วๆ ไป (Thin skin)



Layer of epidermis

ป้ายกำกับ: ,

นอนดึกกับสิว

นอนดึกกับสิว

การนอนดึกทำให้สิวเพิ่มขึ้น ได้ ส่วนใหญ่จะเป็นสิวอักเสบ อาจเป็นเพราะ

1.ร่างกายอ่อนแอ เชื้อ Becteria ในสิวทำให้มีการอักเสบมากขึ้น

2.Hormone เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะใน ผู้หญิง ตัวอย่างเช่น บางคนประจำเดือน หรือขณะตั้งครรภ์ จะมีสิวเพิ่มขึ้น

ป้ายกำกับ: ,

เลเซอร์

... เลเซอร์ ...


เนื่องจากปัจจุบัน การรักษาสิวได้มีการพัฒนาเทคโนโลยี และผลิตเครื่องมือที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพสูงในการรักษา เพื่อช่วยลดการใช้ยา หรือ ลดผลข้างเคียงจากการใช้ยาลง

หลักการ คือ
-ปล่อยช่วงคลื่นแสงจำเพาะ ไปลดหรือทำลายต่อมไขมันใต้ผิวหนัง โดยจะมีผลเฉพาะผิวหนังบริเวณที่ทำการรักษาเท่านั้น เช่น Smooth Beam (Diode Laser) นอกจากช่วยในการทำลายต่อมไขมันแล้ว ยังช่วยกระตุ้นหรือเพิ่มการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนัง ช่วยให้รอยแผลเป็นสิว และ หลุมสิวดีขึ้นอีกด้วย

ข้อด้อย และ ข้อเสีย
- ยังมีราคาค่อนข้างสูง
- เลเซอร์ที่เหมาะสมในการรักษาสิว ยังมีจำนวนน้อย และ ต้องอาศัยแพทย์ที่มีประสบการณ์สูง
- มีการโฆษณาเกินจริงเกี่ยวกับการรักษาด้วยIPL(ไม่ใช่เลเซอร์) ทำให้มีการเข้าใจไม่ถูกต้องเกี่ยวกับเลเซอร์และIPL อยู่มาก


*** ควรพิจารณา การรักษาแต่ละชนิดด้วยตัวเอง ว่าเหมาะสมหรือไม่เพียงไร ก่อนการตัดสินใจรักษา ***

ป้ายกำกับ: , ,

วิธีทางกายภาพ

... วิธีทางกายภาพ ...

--- การกดสิว
ใช้รักษาสิวอุดตันแบบชนิดหัวเปิด(สิวหัวดำ) ไม่ใช้รักษาสิวอักเสบ เนื่องจากทำให้สิวมีการอักเสบมากขึ้นได้ หัวสิวบางจุดหายได้ทันที เป็นวิธีรักษาที่รวดเร็วทันใจแต่ก็มีผลข้างเคียงมาก

ข้อด้อย หรือ ข้อเสีย

- รอยแดง, หลุมสิว ;ไม่ว่าการกดสิวจะทำโดยใคร ก็ไม่สามารถการันตีว่า การอักเสบ,รอยแผลเป็น และหลุมสิวจะไม่เกิดขึ้น ดังนั้นการรักษาสิวมีหลายวิธี ไม่ควรเลือกวิธีที่ก่อให้เกิดปัญหา ซึ่งต้องมาตามแก้ไขในภายหลัง
- รอยดำ ชัดเจน มีรอยอยู่นานเป็นปี หากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม
- เกิดเป็นสิวซีสต์ : จากการบีบทำลายโพรงขน ทำให้โพรงขนเปลี่ยนแปลง การเกิดสิวจึงผิดแปลกไป ทั้งขนาดใหญ่และลึกกว่าเดิม เป็นสิวซีสต์ที่รักษายากขึ้น


--- การฉีดสเตอรอยด์ใต้หัวสิว

การใช้ยาสเตอรอยด์ ฉีดเข้าไปใน ตำแหน่งที่อักเสบนั้น จะทำให้การอักเสบของสิวลดลงอย่างรวดเร็ว แต่สิวอุดตันในตำแหน่งนั้นไม่ได้หายไป และสเตอรอยด์เอง ก็สามารถทำ ให้เกิดสิวอุดตันใหม่ขึ้นมาได้อีก
ข้อพึงระวัง คือ การฉีดยาลึกเกินไปหรือปริมาณยามากเกินไป ทำให้ผิวหนังบริเวณนั้นเกิดการฝ่อ ยุบตัวเป็นหลุม หรือ รอยแดง มากขึ้นได้

ข้อด้อย หรือ ข้อเสีย
- หลุมสิว : เนื่องจากการยุบตัวของผิวหนัง
- เกิดสิวซ้ำๆ, สิวซีสต์ : จากที่โพรงขนถูกทำลาย ทำให้เกิดสิวขึ้นที่เดิม โดยครั้งใหม่จะเป็นสิวที่ผิดปกติจากเดิม จะสังเกตได้ว่า สิวจะมีขนาดใหญ่และลึก เป็นลักษณะซีสต์ การรักษาก็จะยากขึ้น
- ผิวหน้าบาง
- เส้นเลือดผิดปกติ
- มีเลือดออก , เจ็บตัว และอาจเกิดการติดเชื้อมากขึ้น
- อาจเกิดรอยด่างในบริเวณฉีดยาซึ่ง อาจอยู่เป็นสัปดาห์หรือ เป็นเดือน

ป้ายกำกับ: , ,

ยาชนิดรับประทาน

... ยาชนิดรับประทาน ...

เนื่องจากประสิทธิภาพของยาทาค่อนข้างจำกัด จึงใช้ได้ในผู้ที่เป็นสิวไม่รุนแรงนัก ดังนั้นในกรณีที่เป็นสิวค่อนข้างมาก และรุนแรง จำเป็นต้องใช้ยาชนิดรับประทานร่วมด้วย เพื่อให้ได้ผลการรักษาที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น


--- ยาปฏิชีวนะ หรือ ยาฆ่าเชื้อ เช่น Ampicillin, Doxycycline, Erythromycin, Bactrim

ใช้ในกรณีที่มีการอักเสบของสิว เป็นสิวค่อนข้างมาก และการใช้ยาควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ เนื่องจากอาจมีอาการแพ้ยา เชื้อดื้อยา และ ผลข้างเคียงต่างๆ ได้ ที่สำคัญคือ ยาฆ่าเชื้อแต่ละชนิด ใช้ปริมาณยาไม่เท่ากันในแต่ละคน ระยะเวลาที่ใช้ก็แตกต่างกัน
*** ควรปฏิบัติตามคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัด ไม่ควรรับประทานยาติดต่อกันเป็นเวลานานๆ หรือซื้อยารับประทานเอง

หน้าที่
- ฆ่าเชื้อแบคทีเรียเป็นหลัก ทำให้การอักเสบลดลง จำนวนสิวลดลง
ข้อด้อย หรือ ข้อเสีย
- ผมร่วง
- คลื่นไส้ อาเจียน
- ผื่นคัน ผื่นแพ้ยา หรือ อาจรุนแรงถึงแก่ชีวิตได้
- ตับอักเสบ
- ตกขาว เนื่องจากเป็นเชื้อราในช่องคลอด
- ในปัจจุบันมีการซื้อยาปฏิชีวนะใช้เอง จึงเกิดปัญหาเชื้อดื้อยา ทำให้การรักษาสิวยากมากขึ้น


--- ยารับประทานเรตินอยด์ (กรดวิตามินเอ) หรือ Roaccutane

เป็นยาที่ให้ผลดีมากในการรักษาสิวอักเสบรุนแรง ใช้รักษาสิวชนิดดื้อต่อการรักษาชนิดอื่น แต่มีผลข้างเคียงมาก ดังนั้นการใช้ยาต้องควบคุมสั่งจ่ายโดยแพทย์เท่านั้น
*** ควรปฏิบัติตามคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัด ไม่ควรรับประทานยาติดต่อกันเป็นเวลานานๆ หรือ ซื้อยารับประทานเอง

หน้าที่
- ลดการอักเสบ ลดปริมาณและขนาดต่อมไขมัน และเพิ่มการลอกตัวของผิวหนัง
ข้อด้อย หรือ ข้อเสีย
- ราคาค่อนข้างสูง
- ปากแห้ง ผิวหนังแห้ง ริมฝีปากแห้งแตก ตาแห้งตาโดยเฉพาะในคนที่ใส่ Contact Lens
- ผมร่วง เล็บเปราะปวดกล้ามเนื้อ
- ไขมันในเลือดสูง
- เกิดอาการซึมเศร้า
- โรคตับอักเสบ
** ผลข้างเคียงของยาจะสัมพันธ์โดยตรงกับปริมาณของ ยา คือ ยิ่งใช้ยาในปริมาณสูงก็ยิ่งมีผลข้างเคียงที่กล่าว มาแล้วมากขึ้น รุนแรงขึ้น
- ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์ ถ้าจะตั้งครรภ์หยุดยาอย่างน้อย 1 เดือน เนื่องจากอาจก่อให้เกิดความพิการของทารกในครรภ์หรือแท้ง ได้
** มีความเชื่อว่าหากกินยาครบตามกำหนด จะไม่เป็นสิวอีกเลย ซึ่งปัจจุบันพบว่าหลังได้ยาครบกำหนด ก็สามารถเป็นสิวใหม่ได้ แต่จะลดลงเท่านั้น

--- ยาฮอร์โมน หรือ ยาคุมกำเนิด

เลือกใช้ในผู้หญิงที่มีปัญหาการสร้างฮอร์โมนผิดปกติ สังเกตได้จาก มีขนมาก ประจำเดือนผิดปกติ มีสิวมากร่วมกับ อ้วนผิดปกติ

หน้าที่
- ยับยั้งการสร้างฮอร์โมนแอนโดรเจน ซึ่งมีผล ลดปัจจัยกระตุ้นการผลิตไขมันจากต่อมไขมัน
ข้อด้อย หรือ ข้อเสีย
- น้ำหนักเพิ่ม
- เป็นฝ้า
- คลื่นไส้ อาเจียน
- คัดตึงเต้านม มะเร็งเต้านม
- ห้ามคนที่มีประวัติเป็น ไมเกรน หรือมีการอุดตันของเส้นเลือด เนื่องจากอาจมีการอุดตันของเส้นเลือดในบริเวณอวัยวะสำคัญ ซึ่งมีอันตรายถึงชีวิตได้
- ใช้ในเพศชาย อาจมีปัญหาทำให้ฮอร์โมนเพศผิดปกติได้
- ใช้เวลาในการรักษานาน 2-3เดือน จะพบว่าได้ผลดี

ป้ายกำกับ: , ,

ยาทาภายนอก

...ยาทาภายนอก...


เป็นวิธีการรักษาที่ค่อนข้างปลอดภัย กรณีที่เป็นสิวชนิดไม่รุนแรงหรือไม่มีการอักเสบ มักจะใช้ยาทาภายนอก อาจจะใช้ชนิดเดียวหรือหลายชนิดร่วมกัน ดังนี้

--- Benzoyl peroxide เช่น BP, Benzac, Panoxyl, Brevoxyl ,...b>

มีทั้งชนิดครีมหรือเจล 2.5% 5% 10% ใช้ทาก่อนล้างหน้า 5-15 นาที
หน้าที่
- ช่วยลดการอักเสบ ลดปริมาณไขมันใต้ผิวหนัง และฆ่าเชื้อแบคทีเรีย
ยานี้จะทำให้ผิวหนังลอกหลุดเร็วขึ้น ทำให้ปริมาณหัวสิวลดลงได้
ข้อด้อย หรือ ข้อเสีย
- ระคายเคือง ผิวแห้ง ลอกเป็นขุย : ในระยะแรกของการใช้ยาควรจะเริ่มใช้ยาในขนาดความเข็มข้นต่ำๆ ทาระยะเวลาสั้นแล้วล้างออก เมื่อผิวหนังทนต่อยาจึงเพิ่มความเข้มข้น และทาไว้นานขึ้นได้
- ใช้เวลาในการรักษานาน หลังทา2-3 สัปดาห์อาการสิวจะดีขึ้น


--- สารลอกผิว เช่น salicylic acid, AHA, BHA หรือ กรดผลไม้ชนิดต่างๆ

มีหลากหลายรูปแบบ เช่น ครีม เจล โลชั่น ครีมล้างหน้า ใช้วันละ 2 ครั้ง
หน้าที่
- ช่วยเร่งการหลุดลอกของผิวหนัง และ หัวสิว สามารถใช้ในการรักษาสิวที่ไม่รุนแรง แต่ไม่ได้ช่วยในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย หรือลดการสร้างไขมัน
ข้อด้อย หรือ ข้อเสีย
- ระคายเคือง ผิวลอกเป็นขุย : เมื่อใช้ความเข้มข้นสูงๆ
- หน้าบางลง : เมื่อใช้ความเข้นข้นที่สูง เป็นเวลานานๆ
- ด่างขาว, เส้นเลือดผิดปกติ, หน้าแดงและบาง : เนื่องจากในสารลอกผิวมีการผสมสารบางอย่างเช่น สเตียรอยด์ โฮโดรควิโนน ร่วมด้วย


--- ยาทาปฏิชีวนะ หรือ ยาฆ่าเชื้อ เช่นCM ,Clindamycin,Erythromycin,...

มีหลายรูปแบบ ทั้ง โลชั่น เจล ครีม ใช้ทาวันละ 2 ครั้งหลังล้างหน้า
หน้าที่
- ฆ่าเชื้อแบคทีเรียเป็นหลัก ทำให้การอักเสบลดลง จำนวนสิวลดลง
- เมื่อใช้ร่วมกับ Benzoyl peroxide จะทำให้ได้ผลดีมากขึ้น
ข้อด้อย หรือ ข้อเสีย
- การทายาบ่อยๆไม่ได้ช่วยให้สิวหายเร็วขึ้น กลับกันจะทำให้สิวแย่ลง เนื่องจากการระคายเคือง
- อาจมีอาการแพ้ได้
- ใช้เวลาในการรักษานาน อาจจะต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์จนถึงหลายเดือน
- ยากลุ่มนี้ถ้าใช้ต่อไปนาน ๆ จะทำให้เชื้อแบคทีเรียดื้อต่อยาได้

--- ยาทาเรตินอยด์ ( อนุพันธ์ของกรดวิตามินเอ ) เช่น Tretinoin, Isotretinoin, Adapalene, ...

มีหลายรูปแบบ เช่น เจล ครีม และหลายความเข้มข้น ใช้ทาวันละครั้งก่อนนอน เนื่องจากสารเรตินอยด์สลายตัว เมื่อโดนแสงแดด
หน้าที่
- ช่วยเพิ่มการลอกตัวของผิวหนัง ลดปริมาณไขมัน และลดการอักเสบ แต่ไม่ได้ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย
** ใช้รักษาสิวอุดตันได้ดี
ข้อด้อย หรือ ข้อเสีย
- ระคายเคืองต่อผิวหนัง ทำให้สิวอาจแย่ลง หลังใช้ยา 3-4 สัปดาห์แรก ก่อนที่จะดีขึ้นภายหลัง
- ระวังการใช้ยาในหญิงตั้งครรภ์

ป้ายกำกับ: , ,

รักษาสิวด้วยตนเองได้ง่าย ๆ, ด้วยปากและการออกกำลังกาย

แพทย์ผิวหนังโรงพยาบาลศิริราชแนะวิธีรักษาสิวด้วยตนเองรับประทานอาหารครบ 5 หมู่ เพิ่มแร่ธาตุสังกะสี ซึ่งมีมากในข้าวซ้อมมือ อาหารทะเล เนื้อสัตว์ ย้ำให้ออกกำลังกาย พักผ่อนเพียงพอเพิ่มความต้านทานโรค
รศ.พ.ญ. วรัญญา บุญชัย ภาควิชาตจวิทยา คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวว่า สิวเกิดจากการอุดตันของต่อมไขมันใต้ผิวหนัง หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องจะเกิดการอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียที่อาศัยอยู่บริเวณต่อมไขมัน อักเสบนูนแดงเรียกว่าสิวหัวช้าง การอักเสบจะยิ่งรุนแรงมากขึ้น หากภูมิต้านทานของร่างกายลดต่ำลง เช่น ระหว่างมีประจำเดือน อดนอน ความเครียดที่ส่งผลต่อการหลั่งของฮอร์โมนกระตุ้นต่อมไขมันให้สร้างไขมันเพิ่มมากขึ้น การป้องกันสิวที่ดีจึงควรปรับสมดุลร่างกายเพิ่มภูมิต้านทานโรคด้วยการกินอาหารถูกหลัก ออกกำลังกาย ดื่มน้ำสะอาด 6-8 แก้วต่อวัน หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ สารเสพติดของมึนเมา
รศ.พ.ญ. วรัญญากล่าวว่า ปัจจุบันมีการพูดถึงอาหารรักษาสิว ขอให้รับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ รับประทานอาหารที่มีแร่ธตุสังกะสีช่วยเสริมประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายลดการอักเสบและการติดเชื้อของสิว ช่วยให้แผลเป็นหายเร็วขึ้นด้วยการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ซ่อมแซมเซลล์ผิวหนังที่เสียไป นอกจากนี้ วิตามิน วิตามินอี เบตาแคโรทีนในผักผลไม้สีส้ม แร่ธาตุโครเมียมและคลอโรฟิลล์ในผักใบเขียว ยังช่วยปรับสมดุลของฮอร์โมนเอสโตรเจนในรางกายได้ดีด้วย
"อาหารที่มีแร่ธาตุสังกะสี ในปริมาณมากพอสมควร ได้แก่ข้าวซ้อมมือ อาหารที่มีส่วนผสมของยีสต์ เช่น ข้าวหมากหรือขนมปัง อาหารทะเล เนื้อสัตว์เป็นแหล่งสังกะสีที่ดีเพราะดูดซึมง่ายกว่าพวกพืชผัก"หมอวรัญญากล่าว

ป้ายกำกับ: ,

วิธีการรักษาสิว

วิธีการรักษาสิว

... ปัจจุบันการรักษาสิวมีอยู่หลายวิธี

เนื่องจากได้มีการพัฒนา คิดค้นและหาวิธีการเพื่อช่วยเหลือผู้ที่มีปัญหาสิว โดยแต่ละวิธีก็มีข้อดี ข้อด้อย หรือข้อเสีย แตกต่างกัน ขึ้ันอยู่กับว่า วิธีนั้นๆ จะเหมาะสมกับสภาพปัญหาของแต่ละคนหรือไม่ ดังนั้นการทำความรู้จัก วิธีการรักษาสิว แต่ละวิธี จึงมีความจำเป็น เพื่อประโยชน์ในการตัดสินใจรักษา


หลักเกณฑ์ในการรักษาสิว ค่อนข้างจะตรงไปตรงมา ตามพยาธิกำเนิด โดย ลดการอุดตันของต่อมไขมันและเชื้อแบคทีเรีย แต่ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่า การรักษาไม่สามารถจะรักษาสิวให้หายอย่างรวดเร็วทันใจภายใน 1 วันได้ การรักษาจะพอเห็นผลดีขึ้นบ้าง อย่างน้อยภายใน 2-4 สัปดาห์ ซึ่งถ้าได้รับการรักษาที่เหมาะสมก็สามารถป้องกัน การเกิดรอยแผลเป็นและหลุมสิวได้อีกด้วย


วิธีการรักษาสิว

- 1... รักษาด้วยยาทาภายนอก

- 2... รักษาด้วยยาชนิดรับประทาน

- 3... รักษาด้วยวิธีทางกายภาพ

- 4... รักษาด้วยเลเซอร์

ป้ายกำกับ: ,

การปฏิบัติตัวง่ายๆ เพื่อ...ลดสิว

การปฏิบัติตัวง่ายๆ เพื่อ...ลดสิว

การปฏิบัติตัวง่ายๆ ป้องกันไม่ให้มีการอุดตันที่รูขุมขน ซึ่งช่วยลดอัตราการเกิดสิว
มีดังนี้

- การล้างหน้าตามแนวโพรงขน เพื่อลดการเกิดการอุดตันที่รูขุมขน
** การทาครีม, เช็ดเครื่องสำอางค์,เช็ดหน้า ก็เช่นกัน

- การทำความสะอาดผิวหน้าบ่อยๆ โดยเฉพาะการเช็ด ถู หรือขัดผิว เนื่องจากเข้าใจว่า บริเวณที่เป็นสิวสกปรก ยิ่งจะทำให้สิวแย่ลงและการอักเสบยิ่งมากขึ้น

- ห้าม... กด แกะ หรือบีบ สิว ไม่ว่าจะโดยใครก็ตาม เพราะก็ทำให้เกิด
รอยแดง, รอยดำและ หลุมสิวไม่ต่างกัน ซ้ำร้ายอาจเกิด การติดเชื้ออักเสบ
มากขึ้นได้

- พึงระวังการใช้เครื่องสำอางค์ และผลิตภัณฑ์บำรุงผิวต่างๆ เพราะเป็นต้นเหตุให้เกิดสิวได้ เนื่องจากเพิ่มการอุดตันที่รูขุมขน **งดได้จะดีที่สุด

- ห้าม... รักษาสิวโดยวิธีการฉีดสิว เนื่องจากจะทำให้เกิดหลุมสิวถาวรได้


ในกรณีที่เป็นไม่มาก อาจปล่อยให้หายเองได้โดยไม่ต้องพบแพทย์ สิวเป็นโรคที่หายได้เอง หรือเพียงใช้ยาทาภายนอกเท่านั้น นอกจากนี้การรักษาสิวไม่สามารถทำให้สิวหายขาดได้ (ไม่เป็นสิวอีกเลย ตลอดชีวิต --เป็นไปไม่ได้) หากแต่เป็นการซื้อเวลาให้โตพ้นวัยที่เป็นสิวเท่านั้น ซึ่งจะแตกต่างกันไปในแต่ละคน แต่ถ้าในกรณีที่เป็นมาก มีสิวอักเสบ คงต้องปรึกษาแพทย์ เพราะวิธีการรักษามีหลากหลาย จะพิจารณาเลือกวิธีการรักษา ตามความรุนแรงของสิวที่เป็น นะค่ะ

ป้ายกำกับ: , ,

สิว .... เกิดได้ไง

สิว .... เกิดได้ไง

สิว
จะเป็นเฉพาะบริเวณต่อมไขมันเท่านั้น ดังนั้นจะพบว่าบริเวณที่มีต่อมไขมันมาก เช่น ใบหน้า หน้าอก และแผ่นหลัง จึงเป็นสิวบ่อยกว่าบริเวณอื่น
โดยปัจจุบันเชื่อว่า เมื่อเข้าสู่ วัยรุ่นจะมีการกระตุ้นฮอร์โมนเพศทำให้เกิด
การสร้างไขมันขึ้นมามาก ไขมันที่ถูกสร้าง จากต่อมไขมันนี้จะถูกขับขึ้นมา
ตามรูขุมขนสามารถรวมตัวกับขี้ไคล (เซลล์ผิวหนังที่หลุดลอก) ทำให้เหนียวขึ้น เป็นสาเหตุให้เกิดสิวอุดตันตามมา ซึ่งยังมีองค์ประกอบอื่นๆ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขี้ไคล เช่นเครื่องสำอางค์ หรือผลิตภัณฑ์บำรุงผิว (ยิ่งใช้มากก็ยิ่งเพิ่มการเกิดสิว) เมื่อเกิดสิวอุดตัน ไขมันที่ถูกสร้างจากต่อมไขมันก็จะถูกขัง อยู่ภายในท่อ แล้วเชื้อแบคทีเรียที่มีอยู่แล้วในท่อ จะทำให้เกิด การอักเสบและเป็น หนองขึ้น ซึ่งก็คือ สิวอักเสบนั่นเอง

ปัญหาสิว นั้น การได้รับคำแนะนำและวิธีการรักษาที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกัน ผลที่จะ เกิดตามมา จากการรักษาผิดพลาด เช่น รอยดำสิวและหลุมสิวซึ่งนอกจาก วิธีการรักษา ที่ถูกต้องแล้วนั้น วิธีการป้องกันก็เป็นสิ่งที่จำเป็นและสำคัญเช่นกัน

ป้ายกำกับ: ,

สิว

สิว

สิว เป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่งซึ่งพบได้บ่อย และเป็นปัญหามากในปัจจุบัน
ถึงแม้ว่าสิวจะไม่ใช่โรคร้ายแรงแต่การที่มีสิวบนใบหน้า ก็ส่งผลให้ผู้เป็นเจ้าของ เกิดความไม่สบายใจและหมดความมั่นใจในตนเองไม่มากก็น้อย ดังนั้นการที่เรียนรู้เรื่องสิวจึงมีความสำคัญ อันดับแรกคงต้องทำความรู้จักสิวก่อน เมื่อเข้าใจการเกิดสิว แล้ว ไม่ว่าใครก็สามารถลดอัตราการเกิดสิวได้ด้วยตนเอง ไม่ยากเลยใช่ไหมล่ะ.................


สิวแบ่งออกเป็น 2 ชนิด

1. สิวไม่อักเสบ ซึ่งเกิดจากการอุดตันของต่อมไขมัน
แบ่ง เป็น 2 ลักษณะ คือ

- สิวหัวเปิด หรือสิวหัวดำ ซึ่งจะเห็นจุดสีดำข้างบนตุ่มสิว
- สิวหัวปิด เห็นเป็นตุ่มเล็ก ๆ หัวขาว ๆ

2. สิวอักเสบ คือสิวที่มีการอักเสบติดเชื้อแบคทีเรีย เห็นเป็นตุ่มแดงๆ
หรือมีหนอง

ป้ายกำกับ:

นอนดึก

โทษของการนอนดึก
- ทำให้ถุงใต้ตายาน
- ตีนกาถามหา
- หน้าแก่
- หน้าผากจะเถิกขึ้น
- สิวขึ้นเต็มหน้า
- การนอนดึกเปรียบเสมือนตายผ่อนส่ง
- ทำให้เป็นแพนด้า
- ทำให้ร่างกายอ่อนแอ ไม่สบายบ่อย
- ทำให้สมองทำงานได้ไม่เต็มที่(หรือทำให้โง่)
- ทำให้สมองสั่งงานช้า ไม่มีการพัฒนา
- ทำให้คิดอะไรไม่ออก
- ทำให้ร่างกายแปรปรวน,อ้วน,ขี้โรค
- ทำให้ระบบขับถ่ายผิดปกติ
- ทำให้หัวใจอ่อนล้า เป็นต้นเหตุของโรคหัวใจทั้งหลาย
- ทำให้ร่างกายอ่อนล้า
- นอนดึกทำให้อายุสั้น
- ผิวพรรณหมองคล้ำ เหี่ยวย่น สิวขึ้น
- ทำให้ปวดศรีษะ มีโอกาศเป็นไมเกรน
- ทำให้เตี้ย เพราะร่างกายจะเจริญเติบโตช่วง หลัง 12.00 - 04.00
- และยังมีโทษอื่นๆอีกมากมาย

--------------------------------------------------------------------------------

ป้ายกำกับ: ,